สิ่งใหญ่ที่สุดของสิ่งที่มีชีวิต ในเซลล์ส่วนมาก ที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ค่อนข้างเด่นชัดมากที่สุด ก็คือ นิวเคลียส มันมีลักษณะโต มีสีเข้ม รูปร่างเป็นทรงกลม โปรดสังเกตว่า ผมพูดว่า นิวเคลียสนั้นพบเห็นได้ ในเซลล์ส่วนมาก และในความจริง เนื่องจากว่า มิใช่ทุกเซลล์ต้องมีนิวเคลียส เซลล์บางชนิดนั้นอาจไม่มีเนื้อเยื่อล้อมรอบอวัยวะส่วนย่อยเอาไว้เลย ดังนั้น เซลล์จึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 หลักใหญ่ๆคือ เซลล์ที่ขาดนิวเคลียสเรียกว่า Prokaryotic cell หรือ Prokaryotes ในภาษากรีกหมายถึง นิวเคลียสแรกเริ่ม ส่วนเซลล์ที่มีนิวเคลียสเรียกว่า Eucaryotic cell หรือ Eucaryotes ซึ่ง หมายถึง นิวเคลียสแท้ Prokaryotes นั้นเป็นเซลล์เพียงเซลล์เดียวอย่างง่ายๆของสิ่งที่มีชีวิต เช่น แบคทีเรียและสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว ต่างกับเซลล์ Eucaryotes ซึ่งจะมีความซับซ้อนมากกว่า
Eucaryotes เป็นเซลล์ของสิ่งที่มีชีวิต ที่เรามีความคุ้นเคยก็คือ พืช สัตว์ เห็ดหรือเชื้อรา และโปรโตซัว (เป็นสัตว์เซลล์เดียวที่มีนิวเคลียส) ลองสังเกตและเปรียบเทียบระหว่างเซลล์ Prokaryotes กับ Eucaryotes จะพบว่า Prokaryotes ไม่เพียงแต่ขาดนิวเคลียสเท่านั้น แต่ยังไม่มีอวัยวะที่เป็นเนื้อเยื่อหุ้มด้วย เรามาเริ่มต้นด้วยชื่อต่างๆของ เซลล์ และ อวัยวะส่วนย่อย โดยคอลัมน์ข้างหนึ่งเขียนคำว่า Prokaryotes และอีกข้างหนึ่งเขียนคำว่า Eucaryotes แล้วเราลองมาช่วยพิจารณาด้วยกัน โดยท่านสามารถเลือกเติมว่า โครงสร้างอันใด จัดเป็นเซลล์แบบไหน โดยเริ่มต้นจากการเติมคำว่า แบคทีเรีย และ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ลงในช่องของ Prokaryotes Eucaryotes จัดเป็นพวกของพืช สัตว์และเห็ดหรือเชื้อรา ทั้งพืชและสัตว์ต่างก็มีเซลล์เนื้อเยื่อ ให้แสดงด้วยเครื่องหมาย + และ Eucaryotes ยังมี นิวเคลียส ให้แสดงเครื่องหมาย + เช่นกัน ส่วน Prokaryotes ขาดนิวเคลียสที่แท้จริง ให้แสดงด้วยเครื่องหมาย - ตอนนี้ กลับมาดูที่ นิวเคลียส ซึ่งเป็นสถานที่จัดเก็บ เซลล์พันธุกรรม ข้อมูลต่างๆจะถูกเก็บเอาไว้ในนิวเคลียสที่เรียกว่า DNA ที่มีพิมพ์เขียว (Blueprint) เพื่อใช้ในการสร้างโปรตีนประกอบอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย และโปรตีนจะเป็นโมเลกุลที่ใช้ในการสร้างโครงสร้างส่วนใหญ่ของเซลล์ เช่นเดียวกันกับตัวควบคุมกระบวนการทางด้านเคมีของเซลล์ ดังนั้น หน้าที่เบื้องต้นของนิวเคลียสก็คือ ใช้เป็นสถานที่ในการเก็บข้อมูล เนื้อเยื่อสองชั้นที่ล้อมอยู่รอบนิวเคลียสนั้นบางทีก็เรียกว่า เยื่อหุ้มนิวเคลียส (Nucleus envelope) จะมีปุ่มเล็กๆมากมายบนถุงหุ้มนิวเคลียส เพื่อช่วยให้นิวเคลียสที่อยู่ภายใน สามารถหมุนไปได้รอบๆในช่องว่างระหว่างส่วนที่เหลือของเซลล์ได้ ถึงแม้เซลล์ Prokaryotes ไม่มีนิวเคลียสแท้จริง อยู่ก็ตาม ข้อมูลของพันธุกรรมก็จะถูกเก็บอยู่ในโมเลกุลของ DNA เช่นกัน โดยตำแหน่งที่ตั้งของ DNA ที่อยู่ภายในของเซลล์แบบ Prokaryotes นั้นเราเรียกว่า พื้นที่ของนิวเคลียร์ (Nuclear area) หรือ นิวคลีโอพลาสซึม(Nucleoplasm) พื้นที่ทรงกลมสีเข้มที่อยู่ภายในนิวเคลียสและมีสีทึบนั้น เรียกว่า นิวคลีโอลัส (Nucleolus) เป็น DNA ที่ประกอบไปด้วยโปรตีนและสารเคมีอื่นๆ รวมถึงโครงสร้างเล็กๆที่เรียกว่า ไรโบโซม (Ribosome) ซึ่งไรโบโซมจะถูกสร้างขึ้นที่นี่ โดย DNA ที่มีอยู่ภายในพื้นที่เดียวกันนี้ จะนำเอาข้อมูลต่างๆเพื่อใช้ในการสร้างชิ้นส่วนของ ไรโบโซม ดังที่เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ไรโบโซมต่อไป และในเซลล์แบบ Eucaryotes เท่านั้นจึงจะมี Nucleoli ขอให้พักเรื่องของนิวเคลียสเอาไว้ก่อน และมาเรียนรู้อวัยวะส่วนอื่นๆที่เหลือของเซลล์ ที่มีอยู่รอบนอกของนิวเคลียสที่เรียกว่า ไซโตพลาสซึม(Cytoplasm) ในจำนวนอวัยวะต่างๆที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในไซโตพลาสซึมนั้น เนื้อเยื่อ Endoplasmic Reticulum ที่เรียกย่อๆว่า ER ที่ประกอบจากเครือข่ายงานที่ซับซ้อนของเนื้อเยื่อที่พับซ้อน หรือ เป็นท่อหลอด เรียกว่า Cisternae เป็นแหล่งที่มีปฏิกิริยาทางชีวะเคมีเกิดขึ้นอย่างหนาแน่นมาก และเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุด ในภาพที่ท่านเห็นอยู่ จะมี ER อยู่ 2 ชนิด คือ เนื้อเยื่อหยาบของ ER และ เนื้อเยื่อเรียบของ ER เนื้อเยื่อหยาบของ ER นั้นมาจากไรโบโซมที่มีรูปทรงเป็นเม็ดกลมขนาดเล็กๆ ยึดเกาะติดอยู่ตามผิวของเนื้อเยื่อ โดยไรโบโซมนั้นเป็นโปรตีนที่รวมตัวกับกรดนิวคลีอิค และเป็นเสมือนเครื่องจักรที่ใช้ในการสร้างโปรตีนต่างๆสำหรับเอาไว้ใช้ภายในเซลล์ ดังนั้น ER จึงเป็นแหล่งที่ใช้ในการสังเคราะห์โปรตีน และเซลล์ที่ทำการผลิตโปรตีนจำนวนมากๆจึงเต็มไปด้วยเนื้อเยื่อหยาบของ ER ในส่วนของ เนื้อเยื่อเรียบ (Smooth) ของ ER นั้นก็เป็นส่วนที่ช่วยส่งเสริมในการสังเคราะห์โมเลกุลชนิดอื่นๆด้วย เช่น ช่วยในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ ถึงแม้ว่า ในเซลล์ Prokaryotes จะไม่มี ER ก็ตาม แต่มันก็ยังมี ไรโบโซมอิสระ ที่มีความสามารถในการที่จะสร้างโปรตีนขึ้นได้อย่างง่ายดาย โดยมันไม่จำเป็นจะต้องเกาะติดกับผิวเนื้อเยื่อหยาบเลย โครงสร้างของเซลล์ที่เราคุ้นเคยและพบเห็นเป็นส่วนมาก จะเป็นชนิดที่เป็นถุงแบนซ้อนพับที่เรียกว่า หน่วยงานกอลไจ (Golgi apparatus) ดังภาพตัดขวางที่แสดงให้เห็นอยู่นี้ จะเห็นเหมือนลูกโป่งที่ถูกเบียดทับ ซ้อนกันเป็นชั้น และยังมีหลอดท่อต่อออกไป ที่สุดปลายขอบของหลอดท่อ จะเห็นมีถุงเล็กๆคล้ายลูกโป่งลอยอยู่เต็มไปหมด ดังนั้น หน่วยงานกอลไจ จึงเป็นศูนย์บรรจุวัตถุต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นภายในเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การสร้าง โปรตีน ได้มีการทดลองป้อนกรดอะมิโนที่มีคลื่นรังสีให้กับเซลล์ เซลล์จะนำกรดอะมิโนไปใช้ในการสร้างเป็นโปรตีน ในชั้นแรก ER ซึ่งเป็นหน่วยงานในการสังเคราะห์โปรตีนจะตรวจพบ กรดอะมิโนที่มีคลื่นรังสีก่อน และอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา หน่วยงานกอลไจ (Golgi Apparatus) ก็พบโปรตีนที่มีคลื่นรังสี และคลื่นรังสีจำนวนมากก็จะผุดขึ้นเป็นถุงเล็กๆที่เรียกว่า Vesicle และถุงเล็กๆเหล่านี้จะหลุดออกจาก กอลไจ และเคลื่อนที่ไปยังเนื้อเยื่อและจัดส่งออกไปสู่นอกเซลล์ทันที ดังนั้น หน้าที่ของ หน่วยงานกอลไจ ก็คือการหลั่งผลิตภัณฑ์ของเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ผลิตภัณฑ์ของ โปรตีน Vesicle ที่ถูกสร้างโดย หน่วยงานกอลไจ บางทีก็เป็นผลิตภัณฑ์ Lysosomes ซึ่ง Lysosomes นี้เป็นเนื้อเยื่อที่มีเอนไซม์และสารเคมีต่างๆหลายชนิดบรรจุอยู่ และยึดเกาะอยู่ภายใน Vesicle มันสามารถย่อยสลายโมเลกุลและโครงสร้างในระดับโพรงเซลล์ให้แตกตัวได้ ซึ่ง Lysosomes นี้จะพบได้เฉพาะแต่ในเซลล์ของสัตว์และพืชเท่านั้น ในภาวะปกติ เอนไซม์จะอยู่เฉยๆ แต่ถ้าหากสิ่งแวดล้อมภายในระดับโพรงเซลล์มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีความเสียหายเกิดขึ้น สิ่งที่บรรจุอยู่ภายใน Vesicle ก็จะกระจายออกมาและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้นได้ ดังนั้น Lysosomes จึงทำลายซากในโพรงเซลล์ได้ทันทีและจะทำการกั้นห้องเพื่อทำการซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายด้วย นอกจากนี้ Lysosomes ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาของสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างเช่น มันจะรับผิดชอบในการพัฒนาของสิ่งมีชีวิต เช่น การขจัดหางของลูกอ๊อดให้กลายเป็นกบ เซลล์บางเซลล์ของ Lysosomes จะนำอาหารเข้าไปใช้ในกระบวนการที่เรียกว่า Phagocytosis เซลล์ Lysosomes จะไปจับอยู่รอบๆสารอาหารชิ้นเล็กๆ แล้วสร้างเยื่อหุ้มสารอาหารให้กลายเป็นถุงสารอาหารเล็กๆอยู่ภายในเซลล์ และ Lysosomes ที่มีอยู่ภายใน Vesicle ด้วยกันก็จะสลายสารเอนไซม์และสารเคมีต่างๆออกมา เพื่อช่วยย่อยสลายถุงสารอาหารที่มีอยู่ภายใน Vesicle แล้วส่งสารอาหารที่ถูกสลายตัวแล้วผ่านทางเนื้อเยื่อไปให้เซลล์ดูดซึมได้ Phagocytes (ฟาโกไซต์) หรือเม็ดเลือดขาวจะเป็นตัวทำลายซากของเสียและแบคทีเรียที่มีอยู่ในกระแสเลือด เรามาดูรายละเอียดอื่นๆต่อไปกันดีกว่า พืชสามารถสร้างอาหารได้ด้วยตัวของมันเอง มันสร้างขึ้นได้จากอวัยวะเล็กๆที่เรียกว่า คลอโรพลาซ ที่คอยจับพลังงานจากแสงแดดแล้วเปลี่ยนเป็นแรงยึดเหนี่ยวทางเคมีของกลูโคสกับโมเลกุลของอินทรีย์สารอื่นๆ กระบวนเช่นนี้เรียกว่า การสังเคราะห์แสง คลอโรพลาซนั้นเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง จากภาพ Micrograph จะเห็นได้ว่า มีเนื้อเยื่อสองชั้นหุ้มอยู่โดยรอบ ภายในจะมีเนื้อเยื่อซ้อนกันเหมือนแพนเค้ก เรียกว่า Lamellae หรือ Thylakoids แต่ละชั้นของ Lamellae เรียกว่า Granum ซึ่งคำนี้หมายถึง เมล็ด (Grain) เนื้อเยื่อที่อยู่ในระหว่างชั้นเรียกว่า Grana lamellae ช่องว่างในระหว่างชั้นของเนื้อเยื่อเรียกว่า Re stroma lamellae คลอโรพลาซอาจจะมีรูปร่างหลายแบบและหลายขนาด เซลล์ของพืชบางอย่างอาจจะมีเพียงหนึ่งคลอโรพลาซเท่านั้น แต่โดยทั่วไป พืชจะมีคลอโรพลาซมากมาย ซึ่งคลอโรพลาซก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของอวัยวะขนาดเล็กที่มีอยู่ทั่วไปมากมาย นอกเหนือจากคลอโรพลาซแล้ว พืชก็ยังมีสิ่งอื่นๆอีก อย่างเช่นพลาซติด (Plastid) เป็นต้น และพลาซติดก็ยังมีอีกหลายชนิด คลอโรพลาซยังเป็นที่เก็บเม็ดสี และเป็นที่เก็บพลาซติดชนิดต่างๆ คล้ายกับโรงเก็บแป้งและวัตถุอื่นๆ ตามปกติแล้ว มีเพียงพืชเท่านั้นที่จะมีพลาซติด แต่สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินหรือแบคทีเรียที่เป็นเซลล์แบบ Prokaryotes มิได้มี Lamellaeเก็บไว้ในพลาซติด แต่ที่มันสามารถทำการสังเคราะห์แสงได้นั้น เข้าใจว่าการสังเคราะห์นั้นได้มาจากเนื้อเยื่อของเซลล์ พืชสามารถสร้างอาหารได้เอง แต่สัตว์นั้นได้อาหารจาการกินสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆเข้าไป ในสัตว์ที่เป็นเซลล์ Eucaryotes ทั้งหมด อาหารจะถูกย่อยและสลายให้พลังงานในอวัยวะเล็กๆที่เรียกว่า ไมโตคอนเดรีย ตัวไมโตคอนเดรียจะประกอบไปด้วยเปลือกเนื้อเยื่อชั้นนอกและเนื้อเยื่อชั้นในที่ซ้อนพับ ส่วนที่พับนี้เรียกว่า Cristae และจะมีสารวัตถุอยู่ระหว่าง Cristae เรียกว่า Matrix ไมโตคอนเดรียนี้เป็นอวัยวะอันเล็กๆที่เป็นตัวใช้ออกซิเจน เป็นอวัยวะซึ่งคอยเผาผลาญโมเลกุลสารอาหารเพื่อสร้างพลังงานให้กับโมเลกุลของเซลล์ คือ ATP กระบวนปลดปล่อยพลังงานเช่นนี้เรียกว่า การหายใจ การลำดับเอนไซม์และการที่โมเลกุลถูกนำพาโดยอิเลคตรอนนั้นได้ถูกกระทำใน Cristae เอนไซม์อื่นๆ และปฏิกิริยาต่างๆจะเกิดขึ้นในบริเวณของ Matrix โดยเฉลี่ยแล้วในเซลล์ Eucaryotes จะมี ไมโตคอนเดรียอยู่ระหว่าง 200 -10,000 อัน แต่ในเซลล์บางชนิด ก็จะมีเครื่องจักรในการสร้างพลังงานยึดติดกับเซลล์เนื้อเยื่อ หรืออาจจะลอยตัวอยู่มากกว่าที่จะบรรจุอยู่ภายใน ไมโตคอนเดรีย ไมโตคอนเดรียเป็นอวัยวะอันเล็กๆที่มีอยู่ทั้งในพืชและในสัตว์ ถึงแม้เราจะยังไม่สามารถเข้าใจหน้าที่ทั้งหมดของมันได้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะมีบทบาทจำเพาะกับสารเคมีบางอย่างที่อยู่ภายในเซลล์ ในการออกซิเดชั่น (เผาผลาญ) และรีดัคชั่น (ยับยั้งการทำปฏิกิริยาเผาผลาญ) และสลายซากผลิตภัณฑ์ของเสียที่อยู่ในระดับลึกของโพรงเซลล์ ภาพของเซลล์พืชที่เห็นอยู่นี้แสดงถึงอวัยวะต่างๆของพืชที่เราได้ศึกษากันมาแล้ว ตอนนี้ลองเปรียบเทียบสังเกตขนาดและตำแหน่งของอวัยวะต่างๆเหล่านั้น แท่งโปรตีนต่างๆเราเรียกว่า Microtubules (ไมโครทูบูล) นั้นจะพบได้ในเซลล์แบบ Eucaryotic เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในภาพนี้จะเห็นแท่งโปรตีนจำนวนมากมาย แท่งโปรตีนเหล่านี้จะมีลักษณะเป็นแท่งยาวแต่บางมาก มันสามารถประกอบขึ้นมาและสลายตัวได้อย่างรวดเร็ว Microtubules นี้จะทำหน้าเป็นแท่งค้ำสำหรับเซลล์บางเซลล์ มันทำหน้าที่ชี้นำในการสร้างกำแพงเซลล์ในพืช และยังเกี่ยวพันกับการเคลื่อนไหวของเซลล์ที่เป็นหน่วยย่อยของ Flagella และ Celia ที่เราจะได้เรียนรู้กันต่อไป ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างหน่วยเดียวของ Microtubules เป็นรูปทรงกระบอกที่มีหน่วยย่อยของโปรตีนที่มีลักษณะเป็นรูปท่อหลอดบรรจุอยู่ และมีบางสิ่งคล้ายกับก้อนอิฐเล็กๆของปล่องไฟ เซลล์ของสัตว์จะมีโครงสร้างที่ประณีตและแตกต่างออกไปเรียกว่า Centrioles ที่ทำมาจาก Microtubules จำนวนมาก โดยที่ Centrioles เป็นท่อหุ้มขนาดเล็กที่บรรจุ Microtubules 3 หลอดท่อ จำนวน 9 ชุด ดังภาพตัดขวางที่เห็นอยู่นี้ ดังนั้น Centrioles จึงเป็นศูนย์กลางในการจัดตั้งจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ แล้วเรียบเรียง Microtubules จำนวนมากเหล่านั้นขึ้นเป็นอวัยวะ ที่มีส่วนช่วยในการเคลื่อนที่ของโครโมโซมในระหว่างที่เซลล์มีการแบ่งตัว ซึ่งท่านสามารถสังเกตเห็นการแปล่งรังสีของ Microtubules ที่อยู่ใน Centrioles ได้จากภาพ Micrograph เส้นเล็กๆที่คล้ายขนที่ยื่นออกมาจากเซลล์ ส่วนนี้เรียกว่า ซีเลีย หรือ เฟล็กเจลลา (Celia หรือ Flaggella) ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายกับหางหรือไม้พาย ที่ช่วยในการเคลื่อนที่ของในเซลล์แบบ Eucaryotes ภาพที่ท่านเห็นนี้เป็นภาพหน้าตัดของ ซีเลีย ที่มี Microtubules 9 คู่ และ Microtubules เดี่ยวๆอีก 2 ท่อ ซึ่งเราเรียกการจัดเรียงแบบนี้ว่า 9+2 ท่านจะเห็นว่า ซีเลีย หรือ เฟล็กเจลลา มีโครงสร้างเหมือนกันทุกอย่าง ท่านอาจถามว่า แล้วมันแตกต่างกันตรงไหน ? ถ้าเซลล์นั้นมีโครงสร้างลักษณะนี้เพียงหนึ่งหรือ 2-3 อัน เราจะเรียกแต่ละอันว่า Flagellum แต่ถ้าเซลล์นั้นมีโครงสร้างเช่นนี้มากๆแล้วละก็ เราจะเรียกแต่ละอันว่า Cilium แบคทีเรียบางชนิดอาจมีโครงสร้างแบบ Flagella แต่ Flagella เหล่านี้จะมีโครงสร้างและมีหน้าที่แตกต่างไปจาก Flagella ที่มีอยู่ในเซลล์แบบ Eucaryotic เซลล์มีหน้าที่แยกสารอาหาร ปลดปล่อยพลังงาน ทำการขับเคลื่อน ที่ก่อให้เกิดเป็นของเสีย ซึ่งของเสียเหล่านั้นมิได้เป็นปัญหาสำหรับสัตว์ที่มีเซลล์เดียว อย่างเช่น ตัวอะมีบา ของเสียเหล่านั้นจะถูกขับให้ไหลผ่านทางเนื้อเยื่อออกไปสู่นอกเซลล์ ส่วนเห็ด เชื้อราหรือพืชจะขับของเสียที่มีอยู่ในระดับลึกของโพรงเซลล์ให้เข้าไปอยู่ในอวัยวะเล็กๆที่เรียกว่า แวคคิวโอล(Vacuoles) แวคคิวโอลส่วนมากจะมีเนื้อเยื่อชั้นเดียว มีลักษณะเป็นถุงขนาดค่อนข้างใหญ่ที่มีของเสียหรือสารอย่างอื่นๆถูกเก็บเอาไว้ภายใน แวคคิวโอล ที่จะต้องทำการขนถ่ายผ่านเนื้อเยื่อ และบ่อยครั้งจะประกอบไปด้วยสารเม็ดสี (Pigment) การที่ดอกไม้มีสีต่างๆได้นั้น ก็เกิดจากสารเม็ดสีที่สะสมอยู่ภายใน เซลล์แวคคิวโอล ของดอกไม้ การเพิ่มขยายจำนวนของแวคคิวโอลที่มากขึ้นนั้น ก็เพื่อช่วยในการเติบโตของพืช แรงดันของน้ำใน แวคคิวโอล ก็มีส่วนช่วยในการทำให้ลำต้นของต้นไม้ตั้งตรงขึ้นได้ เซลล์ของพืชส่วนใหญ่ จะเป็นแวคคิวโอลขนาดใหญ่ที่ถูกล้อมรอบด้วยเนื้อเยื่อชั้นบางๆของไซโตพลาสซึม ในเห็ด เชื้อราหรือพืชที่เป็นเซลล์แบบ Prokaryotic จะมีผนังเซลล์ที่แข็งแรงล้อมรอบ เพื่อเป็นการช่วยปกป้องเซลล์ ....ป้องกันมิให้เซลล์ระเบิดและรักษารูปทรงของเซลล์เอาไว้ ผนังเซลล์ของพืชนั้นทำจากเซลลูโลส คาร์โบไฮเดรตจะจับอยู่ตามโครงข่ายไฟเบอร์ที่สานตัดกัน เซลลูโลสจะเป็นเหมือนกาวที่ช่วยประสานโมเลกุลต่างๆให้เชื่อมติดกันเป็นโครงสร้างให้มีความแข็งแรง แต่มีความพรุนมากพอที่จะให้โมเลกุลต่างๆสามารถผ่านผนังเซลล์ได้อย่างง่ายดาย ลองสังเกตดูให้ดีจะเห็นว่า ผนังของเซลล์นั้นมิได้มาทดแทนเนื้อเยื่อของเซลล์ มันอยู่ข้างนอกเนื้อเยื่อของเซลล์ โดยมีเนื้อเยื่อของเซลล์เกาะติดอยู่ภายในผนังเซลล์ อีกทีหนึ่ง ภาพที่เห็นนี้เป็นเซลล์ที่ตายแล้วของไม้ เซลล์ที่ตายแล้วจะไม่มีไซโตพลาสซึม ผนังของมันจะใช้เป็นท่อสำหรับส่งน้ำไปทั่วต้นไม้ เซลล์แบบ Prokaryotes เช่นแบคทีเรียก็มีผนังเซลล์เช่นกัน และผนังเซลล์เหล่านั้นก็ทำหน้าที่คล้ายกับผนังเซลล์ในพืช เพียงแต่ว่า มันสร้างขึ้นจากสารวัตถุที่แตกต่างไปจากพืช ในสัตว์ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีผนังเซลล์ มีเพียง โปรโตซัว 2-3 ชนิดเท่านั้นที่จะมีผนังเซลล์
หน้าที่และส่วนประกอบของเซลล์ ร่างกายของเราประกอบด้วยเซลล์(CELL)จำนวน60-100 ล้านล้านตัวเซลล ์มีขนาดเล็กมากจนมองด้วยสาตาเปล่าแทบไม่เห็น ถ้าใช้กล้องจุลทรรศน์ขยาย 8 พันเท่าจะโตเท่ากับเมล็ดถั่วเขียว หน้าที่ของเซลล์แบ่งกลุ่มตามหน้าที่ของเซลล์ในร่างกายออกเป็น 126 กลุ่ม กลุ่มเซลล์ที่สำคัญที่สุดในร่างกายคือ กลุ่มเซลล์เลือด (BLOOD CELL)กลุ่มเซลล์เลือดมีจำนวนมากถึง 60% ของเซลล์ร่างกาย อายุของเซลล์เซลล์แต่ละกลุ่มมีอายุต่างกัน 4 นาที 2 วัน 10 วันบางกลุ่ม 30 วัน 6 เดือน 10 เดือน 20 เดือน แต่เซลล์เลือดจะอายุยาวนานถึง 24 เดือน หรือ 2 ปีเซลล์เลือดจะตายแล้วเกิดทุก 2 ปี ต่อครั้ง โดยธรรมชาติและธรรมชาติกำหนดให้เซลล์เลือดตายเกิด 60 ครั้งเซลล์ผิวหนังชั้นนอกอายุสั้นที่สุดเพียง 4 นาที อาหารของเซลล์ เซลล์ทุกตัวต้องการอาหารเพื่อทำหน้าที่ได้ดีที่สุดอาหารของเซลล์คืออาหารที่เรากินนั่นเอง อาหารจึงเป็นตัวกำหนดสุขภาพของคนเรา WE ARE WHAT WE EAT เรากินอะไรเข้าไป... สุขภาพของเราก็เป็นอย่างนั้น |
|